5 อันดับความเข้าใจผิดยอดฮิต เกี่ยวกับสายไฟที่พบได้บ่อยมากในประเทศไทย

 

              เรื่องระบบไฟฟ้าและสายไฟในบ้านเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่มีความเข้าใจผิดสะสมต่อๆ กันมาเยอะที่สุดเรื่องหนึ่งเช่นกันครับ หลายครั้งความเข้าใจผิดเหล่านี้ก็นำไปสู่ความสิ้นเปลือง หรือร้ายแรงที่สุดคืออันดับต้นๆ ของสาเหตุอัคคีภัยในประเทศไทย

 

              นี่คือ 5 อันดับความเข้าใจผิดยอดฮิตเกี่ยวกับสายไฟ ที่คนไทยมักเจอ บ่อยครั้งที่ช่างชุมชนหรือเราเองก็อาจจะเคยเชื่อแบบนี้มาก่อน 

 

 

อันดับ 1: "สายไฟเก่าแค่ไหนก็ใช้ได้ ตราบใดที่ไฟยังติดและฉนวนไม่ลอก"

              ความจริง: สายไฟมีอายุการใช้งานเหมือนสิ่งของอื่นๆ โดยทั่วไปสายไฟที่เดินในท่อจะมีอายุการใช้งานประมาณ 15–20 ปี ส่วนสายไฟที่เดินลอยตีกิ๊บติดผนังจะมีอายุสั้นกว่านั้น (ประมาณ 10–15 ปี)

              แม้ว่าภายนอกฉนวนพลาสติก (PVC) จะดูปกติ แต่ความร้อนที่สะสมอยู่ภายในสายไฟจากการใช้งานมาอย่างยาวนาน จะทำให้ทองแดงข้างในเสื่อมสภาพ นำไฟฟ้าได้แย่ลง และฉนวนจะเริ่มกรอบแตกจากด้านใน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการ "ไฟรั่ว" ที่ทำให้ค่าไฟพุ่งสูงโดยไม่รู้ตัว หรือเกิดประกายไฟจนลัดวงจรในที่สุดครับ

 

 

อันดับ 2: "เปลี่ยนเบรกเกอร์ให้ใหญ่ขึ้น (แอมป์สูงขึ้น) ไฟจะได้ไม่ทริป โดยไม่ต้องเปลี่ยนสายไฟ"

              ความจริง: ข้อนี้อันตรายถึงชีวิตและเป็นสาเหตุของไฟไหม้บ้านบ่อยที่สุด! หน้าที่ของเบรกเกอร์คือ "ตัวตัดไฟก่อนที่สายไฟจะไหม้" ถ้าเราใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเยอะจนไฟเกิน แล้วเบรกเกอร์ตัด (ทริป) แปลว่าสายไฟเส้นนั้นรับกระแสไฟไม่ไหวแล้ว การไปเปลี่ยนเบรกเกอร์ให้มีขนาดแอมป์สูงขึ้นโดยไม่เปลี่ยนขนาดสายไฟให้ใหญ่ตาม จะทำให้เบรกเกอร์ไม่ยอมตัดเมื่อไฟเกิน ผลคือ สายไฟจะร้อนจัดจนละลายและลุกไหม้ คาผนังบ้าน โดยที่เบรกเกอร์ยังนิ่งเฉยอยู่เลยครับ

 

 

อันดับ 3: "สายไฟ VAF (สายขาวแบน) สามารถเดินนอกอาคาร หรือร้อยท่อฝังดินได้"

              ความจริง: สาย VAF หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ "สายตีกิ๊บขาวๆ ตามผนัง" เป็นสายไฟที่ออกแบบมาสำหรับ ใช้งานภายในอาคารและห้ามร้อยท่อเด็ดขาด (เพราะระบายความร้อนได้ไม่ดี) ฉนวนของสาย VAF ไม่ทนต่อรังสี UV จากแสงแดด และไม่ทนความชื้น หากนำไปเดินนอกอาคาร ฉนวนจะกรอบแตกอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ปี และห้ามนำไปร้อยท่อฝังดินเพราะหากมีน้ำซึมเข้าท่อ สายจะไม่สามารถทนความชื้นสะสมได้ หากต้องการเดินไฟนอกอาคารหรือฝังดิน ต้องใช้สายประเภทอื่นที่เหมาะสม เช่น สาย VCT หรือ สาย NYY เท่านั้น

 

 

อันดับ 4: "ปลั๊กพ่วงสายใหญ่ๆ หนาๆ แปลว่าข้างในเป็นสายไฟคุณภาพดีและรับไฟได้เยอะแน่นอน"

              ความจริง: อย่าเพิ่งเชื่อสายตาตัวเองจากความหนาภายนอกครับ ปลั๊กพ่วงราคาถูกฉลากไม่ชัดเจนหลายยี่ห้อ มักจะใช้เทคนิค "ฉนวนพลาสติกหนา แต่ไส้ทองแดงข้างในติ๊ดเดียว" เพื่อลดต้นทุนและทำให้ดูเหมือนสายเส้นใหญ่แข็งแรง

              การนำปลั๊กพ่วงประเภทนี้ไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟสูง เช่น หม้อชาบู, กระทะไฟฟ้า หรือไดร์เป่าผม จะทำให้ไส้ทองแดงเล็กๆ ข้างในร้อนจนละลายทะลุฉนวนพลาสติกหนาๆ ออกมาได้ วิธีการเลือกที่ชัวร์ที่สุดคือต้องดูที่ตัวเลขขนาดสายไฟ (เช่น ขนาด 1 sq.mm. หรือ 1.5 sq.mm.) และต้องได้รับมาตรฐาน มอก. 11-2553 (สำหรับสายไฟ) และ มอก. 2432-2555 (สำหรับชุดปลั๊กพ่วง) ครับ

 

 

อันดับ 5: "สายดินมีไว้แค่ป้องกันไฟดูดตอนน้ำท่วม หรือใช้กับเครื่องทำน้ำอุ่นเท่านั้น"

              ความจริง: สายดิน (Ground) เป็นระบบความปลอดภัยที่จำเป็นสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีโครงเป็นโลหะทุกชนิด ไม่ใช่แค่เครื่องทำน้ำอุ่น เช่น ตู้เย็น, ไมโครเวฟ, คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องซักผ้า

              หน้าที่ของสายดินคือเป็น "ทางลัดที่ปลอดภัย" ให้กระแสไฟฟ้ารั่วไหลลงดินแทนที่จะไหลผ่านตัวเราเมื่อไปสัมผัส นอกจากนี้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างคอมพิวเตอร์ สายดินยังช่วยระบายแรงดันไฟฟ้าส่วนเกิน (Static/Noise) ทำให้ฮาร์ดแวร์ทำงานได้เสถียรขึ้นและอายุการใช้งานยาวนานขึ้นอีกด้วย การติดสายดินจึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกบ้านต้องมีครับ

 

              เรื่องของสายไฟและระบบไฟฟ้า การเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่ายมักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หากไม่แน่ใจเรื่องขนาดสายไฟหรือประเภทการใช้งาน การปรึกษาช่างไฟที่มีใบรับรองวิชาชีพจะปลอดภัยที่สุด เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนในบ้าน

 

 


Visitors: 1,423,678